<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[Recommend]]></title>
<link>https://songkhla.prd.go.th/th/content/category/index/id/33</link>
<atom:link href="https://songkhla.prd.go.th/th/content/category/index/id/33" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นำทุกภาคส่วนร่วมพิธีวางพวงมาลา เนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช” 13 ตุลาคม 2569 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร]]></title>
<link>https://songkhla.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/550602</link>
<guid isPermaLink="false">9a00cd5625c16025b3ad922fb0e95078</guid>
<pubDate>Tue, 13 Oct 2026 12:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="font-size:26px;"><span style="color:#000080;"><strong><img alt="🛑" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t9b/1/16/1f6d1.png" width="16" /> ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นำทุกภาคส่วนร่วมพิธีวางพวงมาลา เนื่องใน &ldquo;วันนวมินทรมหาราช&rdquo; 13 ตุลาคม 2569 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-size:26px;"><span style="color:#000080;"><strong>. วันนี้ (13 ต.ค. 69) ที่หอประชุมจังหวัดสงขลา อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลาเนื่องใน &ldquo;วันนวมินทรมหาราช&rdquo; 13 ตุลาคม 2569 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยมีประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสงขลา คณะรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ข้าราชการตุลาการ ทหาร ตำรวจ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชนทุกหมู่เหล่า เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-size:26px;"><span style="color:#000080;"><strong>. ในการนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ประธานในพิธี ได้วางพวงมาลาเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จากนั้นถวายความเคารพ และนำผู้เข้าร่วมพิธีกล่าวถวายราชสดุดีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ใจความตอนหนึ่งว่า ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปี แห่งรัชสมัย ปวงพสกนิกรใต้ร่มพระบารมีทั่วราชอาณาจักร ต่างประจักษ์ซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณและพระเมตตา ที่ทรงทุ่มเทกำลังพระวรกายและกำลังพระสติปัญญา ปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขแห่งปวงพสกนิกร โครงการในพระราชดำริน้อยใหญ่จำนวน 4,741 โครงการ ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างอเนกอนันต์แก่ประเทศชาติ</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-size:26px;"><span style="color:#000080;"><strong>. ทั้งนี้ ทรงพระราชทาน &quot;หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง&quot; เพื่อเป็นแนวทางให้อาณาประชาราษฎร์ได้ดำเนินชีวิตโดยใช้ความรู้และสติปัญญาเป็นภูมิคุ้มกัน อีกทั้งยังก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนของประเทศต่าง ๆ ที่ได้น้อมนำแนวพระราชดำริไปปฏิบัติ จนพระเกียรติคุณแผ่ไพศาลขจรขจายไปทั่วทิศานุทิศ พสกนิกรชาวจังหวัดสงขลาทุกหมู่เหล่า จักน้อมนำแนวทางพระราชดำริที่ได้พระราชทานไว้ มาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการปฏิบัติหน้าที่และดำรงตน เพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติสืบไป</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-size:26px;"><span style="color:#000080;"><strong>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา / ข่าว-ภาพ</strong></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://songkhla.prd.go.th/th/file/get/file/202610133a2eaf6ad1025ce023555f99cad2205b124843.jpg' type='image/jpg' length='324982' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นำพสกนิกรชาวสงขลา ร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลาคม 2569]]></title>
<link>https://songkhla.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/550601</link>
<guid isPermaLink="false">70dca133197e8e6f636014c47edc3666</guid>
<pubDate>Tue, 13 Oct 2026 12:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color:#000080;"><span style="font-size:26px;"><strong><img alt="🛑" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t9b/1/16/1f6d1.png" width="16" /> ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นำพสกนิกรชาวสงขลา ร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลาคม 2569</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="color:#000080;"><span style="font-size:26px;"><strong>. วันนี้ (13 ต.ค. 69) ที่บริเวณหน้าเสาธง ศาลากลางจังหวัดสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธีสวดพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตร ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร &ldquo;วันนวมินทรมหาราช&rdquo; ประจำปี 2569 โดยมีนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสงขลา คณะรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยข้าราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดสงขลาเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="color:#000080;"><span style="font-size:26px;"><strong>. โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ประธานในพิธี จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และจุดเครื่องทองน้อยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จากนั้นประกอบพิธีทางศาสนา โดยได้รับความเมตตาจากพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำคณะสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีสงฆ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้นำพสกนิกรทุกหมู่เหล่าร่วมทำบุญตักบาตร ข้าวสาร อาหารแห้ง ถวายแด่พระภิกษุสงฆ์และสามเณร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและแสดงออกถึงความจงรักภักดี</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="color:#000080;"><span style="font-size:26px;"><strong>. ทั้งนี้ วันที่ 13 ตุลาคมของทุกปี เป็น &ldquo;วันนวมินทรมหาราช&rdquo; ซึ่งมีความหมายว่า &ldquo;พระมหาราชรัชกาลที่ 9 ผู้ยิ่งใหญ่&rdquo; ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานชื่อวัน เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงอุทิศพระวรกายปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยและความเจริญมั่นคงของประเทศชาติตลอดการครองราชย์</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="color:#000080;"><span style="font-size:26px;"><strong>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา/ภาพ-ข่าว</strong></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://songkhla.prd.go.th/th/file/get/file/202610134aa614fdc58fd40ade4692c75d157823124715.jpg' type='image/jpg' length='494253' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ชาวสงขลา ร่วมสืบสานประเพณีสารทเดือนสิบ หิ้วปิ่นโต–ขนมเดือนสิบเข้าวัดเลียบ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลส่งตา-ยาย แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษ สืบทอดวิถีวัฒนธรรมชาวใต้]]></title>
<link>https://songkhla.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/549959</link>
<guid isPermaLink="false">96478eed0e9d0fd2c82ed4d650f3d47f</guid>
<pubDate>Sun, 11 Oct 2026 10:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color:#000080;"><span style="font-size:28px;"><strong>ชาวสงขลา ร่วมสืบสานประเพณีสารทเดือนสิบ หิ้วปิ่นโต&ndash;ขนมเดือนสิบเข้าวัดเลียบ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลส่งตา-ยาย แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษ สืบทอดวิถีวัฒนธรรมชาวใต้</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="color:#000080;"><span style="font-size:28px;"><strong>วันนี้ 11 ตุลาคม 2569 บรรยากาศงานบุญสารทเดือนสิบ หรือประเพณีส่งตา-ยาย ณ วัดเลียบ ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา เป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนและลูกหลานชาวสงขลาต่างนำปิ่นโตอาหารคาวหวาน ขนมเดือนสิบ ผลไม้ ดอกไม้ ธูปเทียน เข้าร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษ เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีและสืบสานประเพณีอันดีงามที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="color:#000080;"><span style="font-size:28px;"><strong>สำหรับวันทำบุญสารทเดือนสิบ ครั้งที่ 2 หรือที่เรียกว่า &ldquo;บุญหนหลัง&rdquo; ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ตามความเชื่อของชาวใต้ เป็นการทำบุญส่งดวงวิญญาณของบรรพบุรุษกลับสู่ภพภูมิเดิม หลังจากเดินทางมาเยี่ยมลูกหลานและรับส่วนบุญในช่วงเทศกาลสารทเดือนสิบ</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="color:#000080;"><span style="font-size:28px;"><strong>ภายในวัดเลียบมีประชาชนเดินทางมาร่วมทำบุญอย่างต่อเนื่อง โดยทางวัดจัดเตรียมพื้นที่สำหรับวางอาหารคาวหวาน แกง ผลไม้ และขนมเดือนสิบไว้อย่างเป็นระเบียบ รวมถึงจัดพื้นที่สำหรับตักบาตรและประกอบพิธีทางศาสนา ประชาชนต่างนำปิ่นโตอาหารมาถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ พร้อมร่วมกันทำบุญด้วยความตั้งใจ</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="color:#000080;"><span style="font-size:28px;"><strong>นอกจากนี้ หลายครอบครัวยังนำอัฐิหรือรูปถ่ายของบรรพบุรุษมาประกอบพิธี โดยเขียนชื่อผู้ล่วงลับและจัดวางไว้บริเวณด้านหน้าพระสงฆ์ เพื่อประกอบพิธีบังสุกุลและอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ถือเป็นการแสดงออกถึงความรัก ความระลึกถึง และความกตัญญูต่อบรรพบุรุษผู้มีพระคุณ</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="color:#000080;"><span style="font-size:28px;"><strong>ประเพณีสารทเดือนสิบเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของภาคใต้ โดยมีวันทำบุญสำคัญ 2 ครั้ง ได้แก่ &ldquo;บุญรับตา-ยาย&rdquo; ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกหลานทำบุญต้อนรับบรรพบุรุษตามความเชื่อ และ &ldquo;บุญส่งตา-ยาย&rdquo; ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลและส่งบรรพบุรุษกลับสู่ภพภูมิเดิม</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="color:#000080;"><span style="font-size:28px;"><strong>การร่วมทำบุญสารทเดือนสิบของชาวสงขลาในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการสืบทอดความเชื่อและวิถีปฏิบัติของคนใต้ แต่ยังเป็นโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวได้ทำบุญร่วมกัน ปลูกฝังคุณค่าของความกตัญญูกตเวที และร่วมอนุรักษ์ประเพณีอันทรงคุณค่าให้คงอยู่คู่ท้องถิ่นสืบไป</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="color:#000080;"><span style="font-size:28px;"><strong>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา/ภาพ-ข่าว</strong></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://songkhla.prd.go.th/th/file/get/file/202610113ba60cd648e74c54a2ccdbff1ffe5a13105606.JPG' type='image/jpg' length='402352' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บูรณาการ ป.ป.ส. - DEA และภาคีเครือข่าย เปิดปฏิบัติการ “สยบไพรีมัจฉานุปราบสมุทร” ยึดไอซ์ 1,178 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท พร้อมเรือประมงกลางอ่าวไทย ยับยั้งเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติมุ่งหน้าฟิลิปปินส์]]></title>
<link>https://songkhla.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/549108</link>
<guid isPermaLink="false">eb682d0a12e96ba53b25dfc99c395e17</guid>
<pubDate>Thu, 08 Oct 2026 12:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="font-size:26px;"><span style="color:#000080;"><strong><img alt="🛑" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t9b/1/16/1f6d1.png" width="16" /> สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บูรณาการ ป.ป.ส. - DEA และภาคีเครือข่าย เปิดปฏิบัติการ &ldquo;สยบไพรีมัจฉานุปราบสมุทร&rdquo; ยึดไอซ์ 1,178 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท พร้อมเรือประมงกลางอ่าวไทย ยับยั้งเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติมุ่งหน้าฟิลิปปินส์</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-size:26px;"><span style="color:#000080;"><strong>. วันนี้ (8 ตุลาคม 2569) ที่ท่าเรือสถานีตำรวจน้ำสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา พลตำรวจเอก อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการปฏิบัติการ &ldquo;สยบไพรีมัจฉานุปราบสมุทร&rdquo; โดยเป็นการทำงานร่วมกันของกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, ตำรวจน้ำ, ชุดปฏิบัติการพิเศษมัจฉานุ, ชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมาน, ศรชล., กองทัพเรือภาคที่ 2, สำนักงาน ป.ป.ส. และสำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐอเมริกา (DEA) ประจำประเทศไทย เพื่อสกัดกั้นเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติทางทะเลรายใหญ่</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-size:26px;"><span style="color:#000080;"><strong>. การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากกองบังคับการข่าวกรองยาเสพติด ได้สืบสวนพบเรือประมงชื่อ &ldquo;EAST HARBOUR 1&rdquo; มีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติดผ่านชายแดนทะเลไทย เพื่อไปถ่ายโอนให้เรือสินค้าขนาดใหญ่กลางอ่าวไทย กระทั่งเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่พบเรือลำดังกล่าวเคลื่อนที่ออกจากชายฝั่งจังหวัดสงขลาเพื่อไปรับยาเสพติด จึงนำเรือตรวจการณ์ออกติดตามสะกดรอยอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งเวลา 00.30 น. ของวันที่ 7 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมเรือได้กลางอ่าวไทยตอนล่าง ขณะกำลังนำยาเสพติดไปส่งต่อ</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-size:26px;"><span style="color:#000080;"><strong>. จากการตรวจค้นจับกุม กัปตันและลูกเรือชาวไทยรวม 6 ราย พร้อมของกลางไอซ์บรรจุในถุงชาซุกซ่อนอยู่ในช่องลับท้ายเรือ จำนวน 39 กระสอบ กับอีก 8 ก้อน น้ำหนักรวม 1,178 กิโลกรัม และยึดเรือประมง EAST HARBOUR 1 มูลค่าประมาณ 7 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) ไว้เพื่อจำหน่ายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ซึ่งเบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพว่ารับยาเสพติดกลางอ่าวไทยเพื่อเตรียมนำไปส่งต่อยังประเทศฟิลิปปินส์ โดยได้ค่าจ้าง 100,000 บาท และใช้วิธีติดต่อผู้สั่งการผ่านแอปพลิเคชันไลน์</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-size:26px;"><span style="color:#000080;"><strong>. พลตำรวจเอก อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กำหนดให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ และพลตำรวจเอก สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้ปราบปรามอย่างเด็ดขาด จากการตรวจสอบประวัติเรือพบว่าเป็นเรือสัญชาติมาลี ประเทศมาลีในทวีปแอฟริกา มีผู้ถือครองทางทะเบียนเป็นชาวลาว ซึ่งเคยมีประวัติลำเลียงยาเสพติดในลักษณะเดียวกันเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ขณะนี้ได้ส่งตัวผู้ต้องหาและของกลางให้พนักงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 4 ดำเนินคดีตามกฎหมาย และอยู่ระหว่างเร่งสืบสวนขยายผลติดตามผู้บงการและนายทุนมาดำเนินคดีต่อไป</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-size:26px;"><span style="color:#000080;"><strong>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา/ภาพ-ข่าว</strong></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://songkhla.prd.go.th/th/file/get/file/202610088a9bfd0c51d56632af0a1594daf4d9f0122118.JPG' type='image/jpg' length='343550' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒนาชุมชน เปิดประชุมวิชาการ Symposium พัฒนาองค์ความรู้ผ้าไทยและหัตถกรรมสู่สากล ในพื้นที่ภาคใต้ ณ จังหวัดสงขลา สนองแนวพระดำริ "ผ้าไทยใส่ให้สนุก" นำเทรนด์แฟชั่นยั่งยืนยกระดับเศรษฐกิจฐานราก]]></title>
<link>https://songkhla.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/548856</link>
<guid isPermaLink="false">2fbd2cd4a2edccf4adee6df5167eed18</guid>
<pubDate>Wed, 07 Oct 2026 15:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color:#000080;"><span style="font-size:26px;"><strong>กรมพัฒนาชุมชน เปิดประชุมวิชาการ Symposium พัฒนาองค์ความรู้ผ้าไทยและหัตถกรรมสู่สากล ในพื้นที่ภาคใต้ ณ จังหวัดสงขลา สนองแนวพระดำริ &quot;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&quot; นำเทรนด์แฟชั่นยั่งยืนยกระดับเศรษฐกิจฐานราก<br />
<br />
. วันนี้ (7 ต.ค. 69) ที่ห้องประชุม ชั้น 2 โรงแรมลากูน่า แกรนด์ โฮเทล แอนด์ สปา อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการ Symposium การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ประจำปี 2569 และการจัดแสดงผลงานนิทรรศการในส่วนภูมิภาค (จุดดำเนินการที่ 3 ภาคใต้) โดยมีนายกองเอก อดุลย์ ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วย นางปรียา เกิดก่อ รองประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสงขลา หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษา พัฒนาการจังหวัด ที่ปรึกษาโครงการ &quot;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&quot; และผู้ประกอบการ OTOP ร่วมให้การต้อนรับ<br />
<br />
. นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสนองแนวพระดำริ &quot;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&quot; ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงทุ่มเท สืบสาน รักษา และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้จากหนังสือ &quot;Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027&quot; (เล่มที่ 7) ซึ่งทรงเป็นองค์บรรณาธิการบริหาร โดยการระดมความคิดของผู้ทรงคุณวุฒิด้านผ้าไทยและการออกแบบแฟชั่น เพื่อปลุกกระแสความคิดสร้างสรรค์และนำงานฝีมือไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นระดับสากล<br />
<br />
. สำหรับการประชุมวิชาการดังกล่าว มีเป้าหมายในการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องโทนสีไทย (Thai Tone) การใช้สีธรรมชาติ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และแนวโน้มเทรนด์โลก ให้แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP เยาวชน และประชาชนทั่วไป เพื่อนำไปสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามหลักแฟชั่นยั่งยืน นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดให้มีการเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในหัวข้อ &ldquo;การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ประจำปี 2569&rdquo; พร้อมกิจกรรมถาม-ตอบ ร่วมกับผู้เข้าร่วมงาน เพื่อหาแนวทางการพัฒนาสินค้าแฟชั่นไทยให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคและแข่งขันได้ในตลาดโลก<br />
<br />
. โครงการดังกล่าว นอกจากจะเป็นการรักษามรดกทางวัฒนธรรมแล้ว ยังสร้างประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมในการยกระดับคุณภาพชีวิต กระจายรายได้สู่เกษตรกร ช่างฝีมือ และผู้ประกอบการในท้องถิ่น ผ่านการสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายช่องทางการตลาดไปสู่ระดับสากล อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงผ้าไทย สร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทย ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้อย่างยั่งยืน<br />
<br />
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา/ภาพ-ข่าว</strong></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://songkhla.prd.go.th/th/file/get/file/202610072c8fc1484006e5fa395bac3913d31efa152913.JPG' type='image/jpg' length='627213' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ผู้ว่าฯ สงขลา ร่วมประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ติดตามสถานการณ์อุทกภัย พร้อมยกระดับมาตรการรับมือฝนตกหนักภาคใต้ช่วง 9–13 ตุลาคม ย้ำต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รับมือและแก้ไขสถานการณ์อย่างทันท่วงที]]></title>
<link>https://songkhla.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/548713</link>
<guid isPermaLink="false">84316419bfb9a182628fd65600327fa6</guid>
<pubDate>Wed, 07 Oct 2026 10:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color:#000080;"><span style="font-size:26px;"><strong>ผู้ว่าฯ สงขลา ร่วมประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ติดตามสถานการณ์อุทกภัย พร้อมยกระดับมาตรการรับมือฝนตกหนักภาคใต้ช่วง 9&ndash;13 ตุลาคม ย้ำต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รับมือและแก้ไขสถานการณ์อย่างทันท่วงที<br />
. วันนี้ 7 ตุลาคม 2569 นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วย นายสังคม เกิดก่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อติดตามสถานการณ์และขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการอุทกภัยในภาพรวม โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม จากห้องประชุม 1 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย<br />
. ในที่ประชุม นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลางว่า แม้น้ำส่วนใหญ่จะได้รับการระบายแล้ว แต่ยังมีบางพื้นที่ที่ต้องเร่งปรับปรุงระบบระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมเน้นย้ำให้ สทนช. กรมชลประทาน และโฆษกจังหวัด ร่วมกันแชร์ข้อมูลเพื่อวางแผนผักดันมวลน้ำข้ามพื้นที่ลงสู่ทะเล โดยกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้บัญชาการสถานการณ์ในพื้นที่ จัดประชุมติดตามสถานการณ์ทุกวัน มีการประชุมย่อยระหว่างวันและสรุปในที่ประชุมใหญ่ รวมทั้งประสานข้อมูลกับจังหวัดข้างเคียงและระดับกระทรวงอย่างใกล้ชิด<br />
. สำหรับมาตรการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัย นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เร่งส่งรายชื่อครัวเรือนที่เข้าเกณฑ์รับเงินช่วยเหลือ 9,000 บาท ไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยเร็วที่สุด ซึ่งปัจจุบันกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้โอนเงินช่วยเหลือแล้วกว่า 10,400 ครัวเรือน เป็นเงินราว 94 ล้านบาท และประสานธนาคารออมสินเตรียมงบประมาณรองรับไว้ พร้อมนำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจคัดกรองความถูกต้องของบัญชีตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้สามารถอนุมัติโอนเงินเข้าบัญชีประชาชนได้ทันที ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่สำรวจข้อมูลอย่างรอบคอบ แต่ต้องไม่กระทบต่อความรวดเร็วในการช่วยเหลือประชาชน<br />
. นอกจากนี้ ในที่ประชุมได้มีการรายงานสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำสำคัญ ทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยา แม่กลอง และท่าจีน รวมถึงการคาดหมายลักษณะอากาศซึ่งต้องยกระดับมาตรการรับมือสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคใต้ขึ้นอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะช่วงวันที่ 10&ndash;12 ตุลาคมนี้ โดยได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการภาคใต้ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการอุทกภัย พร้อมมอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูง นำโดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จริงเพื่อควบคุม สั่งการ และกำกับดูแลแผนรับมือน้ำอย่างใกล้ชิด<br />
. ทางด้าน กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศเตือน ฉบับที่ 1 เฝ้าระวังสถานการณ์ฝนเพิ่มขึ้นและตกหนักช่วงวันที่ 9&ndash;13 ตุลาคม จากอิทธิพลของมวลอากาศเย็นระลอกแรกที่แผ่ลงมาปะทะความชื้น ทำให้กลุ่มฝนเคลื่อนตัวจากภาคอีสานตอนล่าง เข้าสู่ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร และลงสู่ภาคใต้ โดยภาคใต้เป็นพื้นที่น่าเป็นห่วงที่สุด เนื่องจากคาดว่าจะมีปริมาณฝนสะสม 5 วัน สูงเกิน 250 มิลลิเมตร ประกอบกับมีฝนสะสมเดิมอีกเกือบ 200 มิลลิเมตร เสี่ยงสูงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยคาดว่าวันที่ 11 ตุลาคม จะมีฝนตกหนักที่สุดบริเวณภาคใต้ตอนบนและภาคตะวันออกตอนล่าง ก่อนจะลดลงในวันที่ 13 ตุลาคม<br />
. ทั้งนี้ ลักษณะฝนรอบนี้จะเคลื่อนตัวเร็วและตกหนักเป็นช่วงๆ ไม่ได้ตกแช่ขังยาวนานเหมือนปี 2564 อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งประสานการทำงานและขอความร่วมมือสื่อมวลชนประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์<br />
. ขณะที่ กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา รายงานสถานการณ์ประจำวันพุธที่ 7 ตุลาคม 2569 คาดการณ์สภาพอากาศพบฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ อำเภอเมือง อำเภอรัตภูมิ อำเภอหาดใหญ่ อำเภอคลองหอยโข่ง อำเภอสะเดา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย ส่วนคลื่นลมทางทะเลทั่วไปสูงต่ำกว่า 1 เมตร แต่บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองอาจมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือและประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง<br />
. สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำหลัก 3 แห่งของจังหวัดสงขลา ได้แก่ อ่างเก็บน้ำสะเดา อ่างเก็บน้ำคลองหลา และอ่างเก็บน้ำคลองจำไหร มีปริมาตรน้ำรวม 25.043 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 29.76 ของความจุรวม 84.161 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยยังสามารถรองรับน้ำเพิ่มเติมได้อีก 59.118 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ จังหวัดสงขลาจะติดตามสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมด้านการแจ้งเตือน การระบายน้ำ และการช่วยเหลือประชาชน เพื่อลดความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป<br />
. ภายหลังการประชุม นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการในการเพิ่มมาตรการ ได้แก่ 1. สร้างการรับรู้สู่ประชาชน ให้จังหวัดที่ยังคงมีสถานการณ์ เพิ่มการสื่อสาร ทำความเข้าใจ ให้ประชาชนรับรู้สถานการณ์ ที่เกิดขึ้นว่าเกิดจากอะไร ภาครัฐกำลังทำอะไร วิธีปฏิบัติตนให้ปลอดภัย และช่องทางรับความช่วยเหลือ 2. ป้องกันความขัดแย้ง ให้ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตำรวจ สแกนพื้นที่เสี่ยงเกิดความขัดแย้ง จากกรณีการระบายน้ำ การทำคันกั้นน้ำ พร้อมทั้งร่วมกันสร้างความเข้าใจ ที่ถูกต้อง อย่าให้เกิดความขัดแย้งจาก กรณีดังกล่าวเด็ดขาด และ 3. วางแผนระบายน้ำระหว่างจังหวัดแบบไร้รอยต่อ ให้จังหวัดที่มีสถานการณ์และมีเส้นทางน้ำ เชื่อมต่อกัน กำหนดแผนร่วมกัน และบูรณาการ ร่วมกับหน่วยทหาร ชลประทานในการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพื่อส่งต่อมวลน้ำได้อย่างเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
<br />
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา/ภาพ-ข่าว</strong></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://songkhla.prd.go.th/th/file/get/file/202610078340d8b3193343e51f3b732ee140ecb3104449.JPG' type='image/jpg' length='347395' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ผู้ว่าฯ สงขลา ร่วมประชุม บกปภ.ช. ติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชน นายกรัฐมนตรีกำชับทุกจังหวัด เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงและเตรียมแผนเผชิญเหตุรับมืออุทกภัย เร่งสำรวจจัดทำบัญชีครัวเรือนผู้ประสบภัย เพื่อส่งเรื่องเยียวยาโดยเร็ว พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์หลักเกณฑ์เยียวยาให้ทั่วถึง]]></title>
<link>https://songkhla.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/548596</link>
<guid isPermaLink="false">c1b2a37a596d662214526bd4dec9cedf</guid>
<pubDate>Tue, 06 Oct 2026 18:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;"><strong>ผู้ว่าฯ สงขลา ร่วมประชุม บกปภ.ช. ติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชน นายกรัฐมนตรีกำชับทุกจังหวัด เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงและเตรียมแผนเผชิญเหตุรับมืออุทกภัย เร่งสำรวจจัดทำบัญชีครัวเรือนผู้ประสบภัย เพื่อส่งเรื่องเยียวยาโดยเร็ว พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์หลักเกณฑ์เยียวยาให้ทั่วถึง</strong></span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">วันนี้ (6 ตุลาคม 2569) เวลา 08.30 น. ณ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา วิทยาลัยอาชีวศึกษาบริหารธุรกิจวิทยา (บธว.) อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วย นายโสภณ ทองไสย หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา นายวินิจ เทพนิต นายอำเภอเมืองสงขลา รักษาราชการปลัดจังหวัดสงขลา นายวิญญู สิงหเสม ท้องถิ่นจังหวัดสงขลา นางสาวชมฤดี นาทะศิริ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสงขลา นายแพทย์ปพน ดีไชยเศรษฐ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลา ผู้แทนหัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมผ่านระบบวิดีทัศน์ทางไกล</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">ประเด็นสำคัญประกอบการบริหารสาธารณภัยของกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) โดยอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สรุปสถานการณ์ภาพรวมการบริหารจัดการน้ำ 5 ด้าน ได้แก่ 1.น้ำจากฟ้า พบบริเวณฝนตกหนักและปริมาณฝนสูงสุด 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ในพื้นที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ปริมาณน้ำฝนสูงสุด 192 มม. และ เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ปริมาณน้ำฝนสูงสุด 106.4 มม. โดยช่วงวันที่ 6&ndash;7 ตุลาคม 2569 จะมีฝนตกหนักในภาคเหนือ ภาคกลาง กทม. ปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ 2.น้ำท่า/น้ำในแม่น้ำ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา สถานี C.13 อ.สรรพยา จ.ชัยนาท) อัตราการระบายน้ำอยู่ที่ 2,500 ลบ.ม./วินาที ส่วนลุ่มน้ำป่าสัก (ท้ายเขื่อนพระราม 6 สถานี S.26 อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา) มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 719 ลบ.ม./วินาที มีแนวโน้มปริมาณน้ำสูงขึ้น ปัจจุบันระดับน้ำสูงกว่าระดับตลิ่ง 0.64 เมตร (ไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพมหานคร) 3.น้ำในเขื่อน เขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมเกินกว่า 82% ของความจุ โดยเขื่อนหลักของภาคเหนือ (เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์) ยังสามารถรองรับน้ำได้อีก 6,196 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 27%) 4. น้ำทะเลหนุน ให้เฝ้าระวังช่วงบ่ายของทุกวัน เนื่องจากเป็นช่วงน้ำทะเลหนุนสูง เพื่อปรับช่วงเวลาระบายน้ำให้สอดคล้องกับจังหวะปรากฏการณ์น้ำขึ้น-ลงเพื่อลดผลกระทบ และ 5. แนวโน้มสถานการณ์และการเฝ้าระวัง โดยเน้นการติดตามฝนตกหนักในวันที่ 6&ndash;7 ตุลาคม 2569 และช่วงวันที่ 9&ndash;13 ตุลาคม 2569 คาดว่าภาคตะวันออก ภาคกลางตอนล่าง กทม. ปริมณฑล และภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้น พร้อมตั้งจุดเฝ้าระวังพิเศษบริเวณริมแม่น้ำป่าสัก อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศ ฉบับที่ 10 (244/2569) เตือนภัยอากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบน ในช่วงวันที่ 6-7 ตุลาคม 2569 โดยมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง อันเนื่องมาจากมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาปะทะกับลมความชื้นจากทะเลจีนใต้และอ่าวไทย โดยในวันที่ 6 ตุลาคม 2569 บริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน จะมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ในขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือฝนจะเริ่มลดลง จากนั้นในวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ฝนตกหนักบริเวณด้านตะวันตกของภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ นอกจากนี้ คลื่นลมในทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น โดยบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร และคาดว่าในช่วงวันที่ 9&ndash;13 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น จึงขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก รวมถึงชาวเรือควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือในห้วงเวลาดังกล่าว จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามข่าวพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">ด้านกรมชลประทาน ได้เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา วันที่ 6 ตุลาคม 2569 เวลา 06.00 น. พบว่า เขื่อนภูมิพลระบายน้ำวันละ 3 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามแผนระหว่างวันที่ 5&ndash;11 ตุลาคม 2569 ขณะที่สถานีวัดน้ำเจ้าพระยา (C.2) จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำ 1,951 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยมีแนวโน้มลดลง ส่วนแม่น้ำท่าจีน (ประตูระบายน้ำพลเทพ) ปัจจุบันรับน้ำเข้า 90 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ด้านเขื่อนเจ้าพระยา ระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ต้องเฝ้าระวังพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในจังหวัดนครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ระบายน้ำ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเขื่อนพระราม 6 ระบายน้ำ 720 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมทั้งปิดรับน้ำผ่านประตูระบายน้ำพระนารายณ์ สำหรับระดับน้ำในพื้นที่ปลายน้ำเจ้าพระยา สถานี C.29B อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี อยู่ที่ระดับ +2.73 เมตรจากระดับน้ำทะเล ต่ำกว่าตลิ่ง 0.27 เมตร และมีแนวโน้มสูงขึ้น สถานี C.22A อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อยู่ที่ +1.75 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 1.15 เมตร และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่วนสถานี C.12 เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร อยู่ที่ +1.30 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 2.20 เมตร และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จึงยังคงต้องติดตามสถานการณ์และระดับน้ำอย่างใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">โดยกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ รายงานสถานการณ์และสภาวะระดับน้ำขึ้น-น้ำลง ในแม่น้ำเจ้าพระยา ประจำวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ระบุว่า จากการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ในอัตรา 2,500 ลบ.ม./วินาที และปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำ อ.สามโคก อยู่ที่ 2,532 ลบ.ม./วินาที คาดว่าระดับน้ำเจ้าพระยาบริเวณหน้ากองบัญชาการกองทัพเรือจะขึ้นสูงสุดในเวลาประมาณ 16.37 น. ที่ระดับ 1.86 เมตร สูงกว่าระดับทะเลปานกลาง เมื่อประเมินอิทธิพลของการระบายน้ำร่วมกับน้ำทะเลหนุนสูง พบว่าระดับน้ำบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงโรงพยาบาลศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง ยังคงต่ำกว่าแนวเขื่อนกั้นน้ำริมแม่น้ำมากกว่า 1 เมตร จึงยังไม่ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่ง ทั้งนี้ ในช่วงวันที่ 6&ndash;10 ตุลาคม 2569 จะเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงกว่าปกติ จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามการคาดหมายสภาวะระดับน้ำอย่างใกล้ชิดผ่านเว็บไซต์ของกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ต่อไป</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">ด้านนายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้รายงานการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ พบว่าปริมาณน้ำฝนสะสมตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ยังมีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 30 ปี ขณะที่ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำสำคัญ เช่น อ่างเก็บน้ำคลองสะเดาและอ่างเก็บน้ำคลองหอยโข่งยังคงอยู่ในระดับที่สามารถรองรับน้ำได้ รวมถึงระดับน้ำในคลองสายหลักต่าง ๆ ยังอยู่ต่ำกว่าตลิ่ง ทั้งนี้ ทางจังหวัดสงขลา ได้จัดประชุมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมูลนิธิต่าง ๆ เพื่อซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ การตั้งคณะทำงานวิเคราะห์สถานการณ์น้ำทุกภาคส่วนเพื่อความเป็นเอกภาพ รวมทั้งให้ดำเนินการขุดลอกคูคลอง กำจัดวัชพืช และทำความสะอาดท่อระบายน้ำในเขตเมืองและพื้นที่รับน้ำสำคัญ ด้านทรัพยากรและเครื่องจักรกลสาธารณภัย ปัจจุบันยังมีความพร้อมเพียงพอ แต่ในห้วงเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยได้จัดเตรียมแผนติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และการประสานงบประมาณเพื่อสนับสนุนในพื้นที่เสี่ยง เช่น คาบสมุทรสทิงพระและอำเภอหาดใหญ่ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีฯ ยังได้กำชับติดตามโครงการก่อสร้างพื้นฐานด้านการระบายน้ำคลอง ร.1 ให้มีความมั่นคงแข็งแรง และตรวจสอบมาตรฐานความลึกตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำและการแจ้งเตือนภัยแก่ประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบข้อสั่งการสำคัญในการประชุม บกปภ.ช. เพื่อรับมือสถานการณ์อุทกภัยและเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ รวม 5 ประเด็น ดังนี้ 1. การบริหารทรัพยากรให้ทันกับสถานการณ์ โดยวางแผนถอนทรัพยากรที่ไม่จำเป็นจากพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลาย เพื่อระดมไปยังพื้นที่ที่ยังมีความต้องการทันที 2. การฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยอย่างเป็นระบบ ผ่านการจัดแบ่งกำลังเข้าทำความสะอาด ฉีดล้างถนน และจัดเก็บขยะออกจากพื้นที่ พร้อมเร่งรัดการช่วยเหลือตามระเบียบโดยเร็ว 3. จัดระบบให้ประชาชนกลับบ้านอย่างปลอดภัย โดยตรวจสอบระบบไฟฟ้า น้ำประปา ถนน และสภาพแวดล้อมของบ้านเรือนที่น้ำลดแล้วก่อนให้ประชาชนกลับเข้าพื้นที่ รวมถึงดูแลผู้ที่ยังไม่สามารถกลับบ้านได้อย่างต่อเนื่อง 4. เตรียมการพื้นที่ภาคใต้ให้พร้อม โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดทีมเฝ้าระวัง ใช้ระบบ EOC แลกเปลี่ยนข้อมูลพื้นที่เสี่ยง กลุ่มเปราะบาง ทรัพยากร และแผนเผชิญเหตุเพื่อพร้อมช่วยเหลือประชาชนทันที และ 5. ให้เร่งดำเนินการสำรวจและจัดทำบัญชีรายชื่อครัวเรือนที่เข้าข่ายได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมเร่งส่งรายชื่อให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยโดยเร็ว เพื่อประสานธนาคารออมสินดำเนินการโอนเงินช่วยเหลือให้ถึงประชาชนโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกำกับติดตามและตรวจสอบกระบวนการโอนเงินให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว พร้อมรับทราบปัญหาและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงเร่งประชาสัมพันธ์หลักเกณฑ์และแนวทางการช่วยเหลือให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา//ภาพ-ข่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://songkhla.prd.go.th/th/file/get/file/202610064c3876b7c275acf9f4976c1d9d257a9f183058.jpg' type='image/jpg' length='136562' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[จังหวัดสงขลา ร่วมต้อนรับ รมว.กห. และคณะ ลงพื้นที่ติดตามการเตรียมความพร้อมและรับมือสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 กำชับการบริหารจัดการและการช่วยเหลือประชาชน เน้นย้ำการบูรณาด้านทรัพยากร-การให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง]]></title>
<link>https://songkhla.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/548592</link>
<guid isPermaLink="false">3f437e7b8addfbbec09b1717f639b3ff</guid>
<pubDate>Tue, 06 Oct 2026 18:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;"><strong>จังหวัดสงขลา ร่วมต้อนรับ รมว.กห. และคณะ ลงพื้นที่ติดตามการเตรียมความพร้อมและรับมือสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 กำชับการบริหารจัดการและการช่วยเหลือประชาชน เน้นย้ำการบูรณาด้านทรัพยากร-การให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง</strong></span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">วันนี้ (6 ตุลาคม 2569) นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา มอบหมายให้นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ร่วมต้อนรับ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและคณะ ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมราชการและติดตามการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและรับมือสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติและดูแลความปลอดภัยของประชาชน</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">โอกาสนี้มี พลโท นรธิป โพยนอก ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พล.ต. อภินันท์ แจ่มแจ้ง รองแม่ทัพภาค 4 พลตรี ภูมเดชา พ่วงเจริญ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 พันเอกธีรพันธ์ แพเรือง หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสงขลา นายโสภณ ทองไสย หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา นายสิทธิพร เพชรศรี ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสงขลา สำนักงานชลประทานที่ 16 สงขลา หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงาน ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับและเข้ารับฟังนโยบายการบริหารจัดการน้ำและการช่วยเหลือประชาชน</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">เวลา 14.30 น. พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและคณะคณะ ได้เดินทางมายังพื้นที่คลองระบายน้ำ ร.1 บริเวณประตูระบายน้ำหน้าควน (คลองภูมินาถดำริ) ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อตรวจเยี่ยมพื้นที่และรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">โดยนายสิทธิพร เพชรศรี ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสงขลา สำนักงานชลประทานที่ 16 สงขลา ได้รายงานความคืบหน้าแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างเป็นระบบ ตามที่กรมชลประทานกำหนดโครงการซ่อมแซมคลองระบายน้ำ ร.1 และอาคารประกอบ วงเงิน 400 ล้านบาท เป็นภารกิจเร่งด่วน ครอบคลุมการฟื้นฟูด้านโครงสร้างคลอง อาคารประกอบ ถนนเลียบคลอง และการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ โดยโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารและระบบชลประทานในพื้นที่ภาคใต้ รวม 66 โครงการ วงเงินกว่า 821 ล้านบาท</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">ขณะเดียวกัน แผนระยะปานกลาง ปี 2571&ndash;2573 มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในคลองสายหลักของลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา มีโครงการสำคัญ อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลอง ร.3&ndash;ร.6 เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับรอบปีการเกิดซ้ำจาก 5 ปี เป็น 25 ปี การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองน้ำน้อย&ndash;คลองกำนัน ความยาว 6.8 กิโลเมตร การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองหวะ ระยะที่ 2 ระบบระบายน้ำคลองท่าช้าง&ndash;ท่าเมรุ และการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองอู่ตะเภา ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษา ส่วนแผนระยะยาว ตั้งแต่ปี 2574 เป็นต้นไป จะมุ่งเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำและพัฒนาระบบผันน้ำ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการน้ำของลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาโครงการคลองผันน้ำเส้นใหม่ ซึ่งมีความสามารถในการระบายน้ำ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากบ้านบางศาลา อำเภอคลองหอยโข่ง ไปยังอำเภอบางกล่ำ ระยะทาง 53 กิโลเมตร</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">นอกจากนี้ กรมชลประทานร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พัฒนาระบบพยากรณ์และเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ โดยนำการจำลองสถานการณ์น้ำท่วมมาประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยี Machine Learning เพื่อสนับสนุนการประเมินสถานการณ์ การตัดสินใจ และการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">หลังจากนั้น ในเวลา 15.10 น. ณ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 ค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมเพื่อรับฟังการบรรยายสรุปการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยพิบัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย มณฑลทหารบกที่ 42 ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก สำนักทรัพยากรน้ำที่ 8 สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา ร่วมบรรยายสรุป เพื่อให้คณะรับทราบข้อมูลสถานการณ์น้ำ การพยากรณ์อากาศ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ตลอดจนแผนและแนวทางการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยของหน่วยงานในพื้นที่</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงแนวทางการบริหารจัดการและการช่วยเหลือประชาชน โดยเน้นย้ำการเตรียมความพร้อม การบูรณาการทรัพยากร และการให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง ดังนี้</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">1. การจัดทำข้อมูลทรัพยากรและกำลังสนับสนุนในแต่ละจังหวัด ขอให้แต่ละจังหวัดสำรวจและจัดทำข้อมูลทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ เครื่องจักร ยานพาหนะ และหน่วยงานที่สามารถเข้ามาสนับสนุนภารกิจในช่วงเกิดสถานการณ์วิกฤติ เพื่อให้ทราบศักยภาพและทรัพยากรที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างชัดเจน และนำข้อมูลไปหารือในระดับส่วนกลาง เพื่อวางแนวทางการประสานงานและสนับสนุนการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">2. การประกาศพื้นที่ประสบภัยและการอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน เมื่อมีการประกาศพื้นที่ประสบภัยหรือประกาศสถานการณ์แล้ว ควรมีแนวทางที่ชัดเจนในการอำนวยความสะดวกให้หน่วยงานสามารถเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือประชาชนได้ทันที โดยเฉพาะกรณีที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลง เช่น มีการประกาศยุติสถานการณ์แล้ว แต่ภายหลังเกิดฝนตกหนักและสถานการณ์กลับมารุนแรงอีกครั้ง จึงควรพิจารณาขั้นตอนและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีความชัดเจน เพื่อให้สามารถปรับการดำเนินงานได้ทันต่อสถานการณ์</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">3. การป้องกันการเอารัดเอาเปรียบประชาชนในช่วงเกิดภัยพิบัติ ในช่วงเกิดวิกฤติหรือภัยพิบัติ ควรให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยเฉพาะการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้า อาหาร และสิ่งของจำเป็น เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ประสบภัยมีความจำเป็นต้องใช้สิ่งของเหล่านี้ จึงควรมีมาตรการติดตาม ตรวจสอบ และกำกับดูแลราคา เพื่อป้องกันการค้ากำไรเกินควรและลดภาระของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">4. การสนับสนุนรถยกและการเคลื่อนย้ายยานพาหนะของประชาชน กรณีเกิดน้ำท่วมและมีประชาชนได้รับผลกระทบด้านยานพาหนะ กระทรวงคมนาคมได้เตรียมระดมรถยกจากพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนย้ายยานพาหนะของประชาชน หากจังหวัดใดมีความจำเป็น สามารถประสานขอรับการสนับสนุนได้ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">5. การบูรณาการทรัพยากรจากทุกภาคส่วน เมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤติ การช่วยเหลือไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะทรัพยากรของภาครัฐ แต่ควรบูรณาการทรัพยากรจากภาคเอกชน ผู้รับเหมา และผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ที่มีเครื่องมือ เครื่องจักร รถบรรทุก หรืออุปกรณ์ที่สามารถนำมาใช้สนับสนุนภารกิจช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ได้ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย หน่วยงานด้านโยธาธิการและผังเมือง รวมถึงภาคเอกชนและผู้รับเหมา ควรร่วมกันสนับสนุนการแก้ไขปัญหา เพื่อให้สามารถระดมทรัพยากรได้อย่างเพียงพอและทันต่อสถานการณ์</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">6. การเตรียมบัญชีทรัพยากรไว้ล่วงหน้า ขอให้จังหวัดวางแผนและจัดทำบัญชีทรัพยากรที่สามารถนำมาใช้ในภาวะฉุกเฉินไว้ล่วงหน้า ทั้งทรัพยากรของภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้เมื่อเกิดเหตุสามารถระดมและนำมาใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาในการสำรวจหรือประสานงานใหม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการตอบสนองต่อสถานการณ์และการช่วยเหลือประชาชน</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">7. การใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที เมื่อมีการประกาศพื้นที่ประสบภัยหรือเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ควรมีแนวทางให้หน่วยงานในพื้นที่สามารถนำงบประมาณที่มีอยู่มาใช้ในการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ควรให้ขั้นตอนทางราชการเป็นอุปสรรคต่อการช่วยเหลือ ทั้งนี้ ควรบริหารและใช้งบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สอดคล้องกับความจำเป็นและสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">8. การบริหารงบประมาณควบคู่กับการรับบริจาค ในบางพื้นที่อาจมีประชาชนและภาคเอกชนร่วมบริจาคสิ่งของหรือทรัพยากรเป็นจำนวนมาก จึงควรบริหารจัดการทรัพยากรที่ได้รับอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการพิจารณาใช้งบประมาณของภาครัฐตามความจำเป็น เพื่อให้การช่วยเหลือมีความต่อเนื่อง ไม่ขาดช่วง และสามารถครอบคลุมความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึง</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">9. การดูแลศูนย์พักพิงและการจัดหาอาหาร กรณีมีการจัดตั้งศูนย์พักพิงหรือพื้นที่รองรับผู้ประสบภัย ขอให้ให้ความสำคัญกับการจัดหาอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นให้เพียงพอ โดยสามารถประสานผู้ประกอบการ ร้านค้า และผู้จำหน่ายอาหารในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดหาอาหารให้แก่ประชาชน ทั้งยังเป็นการช่วยสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติ</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">10. การเตรียมความพร้อมและการบูรณาการทุกภาคส่วน โดยภาพรวม ขอให้ทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ทั้งด้านกำลังคน งบประมาณ เครื่องมือ เครื่องจักร ยานพาหนะ อาหาร และสิ่งของจำเป็น พร้อมจัดระบบการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้มีความชัดเจน เพื่อให้เมื่อเกิดสถานการณ์สามารถระดมทรัพยากรและเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน และทำให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทั่วถึง และทันต่อสถานการณ์</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">ทั้งนี้ การลงพื้นที่ดังกล่าวเป็นการติดตามความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย รวมถึงการประสานความร่วมมือระหว่างฝ่ายทหาร ฝ่ายพลเรือน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาควิชาการ เพื่อให้การบริหารจัดการสถานการณ์ภัยพิบัติในพื้นที่ภาคใต้ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์ภัยพิบัติ</span></span></p>

<p><span style="color:#000080;"><span style="font-size:24px;">สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา//ภาพ-ข่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://songkhla.prd.go.th/th/file/get/file/20261006a65f5d803bcaadd92b9603892226c022182447.jpg' type='image/jpg' length='952368' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นำหัวหน้าส่วนราชการและจิตอาสา ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ เตรียมความพร้อมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งเป้าผลิต 390,099 ดอก ครอบคลุม 16 อำเภอ]]></title>
<link>https://songkhla.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/548559</link>
<guid isPermaLink="false">7064afe2d58ac8616070a54119fbb5e3</guid>
<pubDate>Tue, 06 Oct 2026 16:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="font-size:26px;"><span style="color:#000080;"><strong>ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นำหัวหน้าส่วนราชการและจิตอาสา ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ เตรียมความพร้อมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งเป้าผลิต 390,099 ดอก ครอบคลุม 16 อำเภอ</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-size:26px;"><span style="color:#000080;"><strong>วันนี้ (6 ตุลาคม 2569) ที่ศาลาประชาคม ที่ว่าการอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นำหัวหน้าส่วนราชการ จิตอาสา และประชาชนในพื้นที่ ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ เพื่อใช้ในพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมมอบวัสดุและอุปกรณ์สำหรับการจัดทำดอกไม้จันทน์ เพื่อให้การประดิษฐ์เป็นไปตามรูปแบบที่กำหนด มีความเรียบร้อย และสมพระเกียรติ</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-size:26px;"><span style="color:#000080;"><strong>&nbsp;นางสาวรัตนา ไมสัน พัฒนาการจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า จังหวัดสงขลา ได้กำหนดเป้าหมายจัดทำดอกไม้จันทน์ จำนวน 390,099 ดอก โดยกระจายการผลิตไปยัง 16 อำเภอ ผ่านความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคีเครือข่าย จิตอาสา และประชาชนในพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับงานพระราชพิธีที่จะจัดขึ้นในเดือนธันวาคม 2569</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-size:26px;"><span style="color:#000080;"><strong>นอกจากนี้ จังหวัดสงขลาได้นำ &ldquo;ดอกเฟื่องฟ้า&rdquo; ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำจังหวัด มาประดิษฐ์เป็นช่อดอกไม้จันทน์ เพื่อส่งมอบให้กระทรวงมหาดไทย จำนวน 17 ช่อ แบ่งเป็นระดับอำเภอ 16 ช่อ และระดับจังหวัด 1 ช่อ โดยกำหนดดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-size:26px;"><span style="color:#000080;"><strong> สำหรับบรรยากาศภายในกิจกรรมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเต็มไปด้วยความตั้งใจ โดยมีสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดสงขลา ชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสงขลา ตัวแทนจิตอาสาจากหน่วยงานต่าง ๆ ตลอดจนประชาชนจากอำเภอเมืองสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมกันประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ภายใต้แนวคิด &ldquo;ทำด้วยมือ ถวายด้วยหัวใจ&rdquo; เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-size:26px;"><span style="color:#000080;"><strong>ด้านนางอารีย์ ไชยบุบผา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ตำบลเกาะยอ หนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรม กล่าวว่า การได้ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ในครั้งนี้ เป็นการทำด้วยความตั้งใจและจากหัวใจของพสกนิกรชาวไทย เพื่อถวายเป็นครั้งสุดท้ายแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเสียใจอย่างยิ่งต่อการเสด็จสวรรคต พร้อมมองว่าการได้ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ในครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในชีวิตที่ได้ทำสิ่งหนึ่งเพื่อถวายแด่พระองค์</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-size:26px;"><span style="color:#000080;"><strong>นางโรจนา ปรงแก้ว ชาวบ้านหมู่ที่ 6 ตำบลทุ่งหวัง กล่าวว่า ได้เดินทางมาร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยตั้งใจเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำดอกไม้จันทน์เพื่อถวายแด่พระองค์ในวาระสำคัญ เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีพร้อมกับพสกนิกรชาวไทย</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-size:26px;"><span style="color:#000080;"><strong>ทั้งนี้ จังหวัดสงขลา ขอเชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความจงรักภักดี ความรัก และความศรัทธาที่มีต่อสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยสามารถเข้าร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ได้ในวันและเวลาราชการ ณ หอประชุมอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ขณะเดียวกัน ผู้ที่ประสงค์บริจาควัสดุและอุปกรณ์สำหรับจัดทำดอกไม้จันทน์ สามารถนำมาบริจาคได้ ณ สถานที่ดังกล่าว</strong></span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-size:26px;"><span style="color:#000080;"><strong>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา/ภาพ-ข่าว</strong></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://songkhla.prd.go.th/th/file/get/file/202610062fb29eea07935f57ed7c1b42dbcde299160100.JPG' type='image/jpg' length='376711' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[จังหวัดสงขลา ประชุมเตรียมความพร้อมรับเสด็จฯ ในห้วงเดือนตุลาคม 2569 ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติสูงสุด]]></title>
<link>https://songkhla.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/548134</link>
<guid isPermaLink="false">1d95d14c59ecea8cf1748001a7fc0761</guid>
<pubDate>Mon, 05 Oct 2026 15:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;"><span style="color:#000080;"><strong>จังหวัดสงขลา ประชุมเตรียมความพร้อมรับเสด็จฯ ในห้วงเดือนตุลาคม 2569 ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติสูงสุด</strong></span></span></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="color:#000080;">วันนี้ (5 ตุลาคม 2569) เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมรับเสด็จฯ ในห้วงเดือนตุลาคม 2569 ณ จังหวัดสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียง โดยมี นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายสังคม เกิดก่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง</span></span></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="color:#000080;">การประชุมในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมและกำหนดแนวทางการปฏิบัติงาน และมอบหมายภารกิจแก่หน่วยงานต่างๆ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติสูงสุด โดยมีหมายเสด็จฯ ในห้วงเดือนตุลาคม 2569 ดังนี้</span></span></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="color:#000080;">1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ณ จังหวัดปัตตานี ในวันที่ 10 ตุลาคม 2569</span></span></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="color:#000080;">2. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดสงขลา (ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา 50 พรรษา สยามบรมราชกุมารี และศูนย์แม่ข่ายประสานงาน อพ.สธ. ภาคใต้) ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 12 ตุลาคม 2569</span></span></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="color:#000080;">นอกจากนี้ที่ประชุม ได้มีการชี้แจงและซักซ้อมความเข้าใจในการปฏิบัติงาน ตามภารกิจของคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ เพื่อให้เกิดการบูรณาการงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 7 คณะทำงาน ประกอบด้วย คณะกรรมการอำนวยการ, คณะกรรมการฝ่ายสถานที่, คณะกรรมการฝ่ายถวายความปลอดภัยและการจราจร, คณะกรรมการดำเนินงานฝ่ายไฟฟ้าและสื่อสาร, คณะกรรมการดำเนินงานฝ่ายการแพทย์, คณะกรรมการดำเนินงานฝ่ายยานพาหนะ และคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์</span></span></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="color:#000080;">ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายภารกิจ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความละเอียดรอบคอบ รัดกุม และประสานการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินงานเตรียมการรับเสด็จฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติสูงสุด</span></span></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="color:#000080;">สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา//ข่าว-ภาพ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://songkhla.prd.go.th/th/file/get/file/202610058d86a305785a4cfb879f666f2570f7ec154431.jpg' type='image/jpg' length='287302' />
</item>
</channel>
</rss>
