จังหวัดสงขลา ประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัดสงขลา ครั้งที่ 1/2569 เดินหน้าขับเคลื่อนการบริหารจัดการที่ดินของรัฐอย่างเป็นระบบ
วันนี้ (5 มีนาคม 2569) ที่ห้องประชุมแหลมสนอ่อน ชั้น 2 สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสงขลา อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัดสงขลา ครั้งที่ 1/2569 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวเปิดการประชุมโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดำเนินงานด้านนโยบายที่ดินซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อทั้งระดับจังหวัดและประชาชนในพื้นที่ จากการหารือพบว่าปัญหาที่ดินเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะปัญหาการเปลี่ยนมือที่ดินบ่อยครั้งและการซื้อขายสิทธิที่ดินปากเปล่าของชาวบ้านในอดีต ซึ่งส่งผลกระทบต่อความชัดเจนในการครอบครองพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีประเด็นการพิจารณายกเลิกเขตนิคมในพื้นที่ดินของรัฐและพื้นที่ป่าชายเลนจำนวน 16 แห่ง ตลอดจนประเด็นสำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การจัดการที่ดินสามารถยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน ตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานในพื้นที่เป้าหมายของโครงการจัดที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้ชุมชนในจังหวัดสงขลา โดยในด้านการจัดหาที่ดิน (การขออนุญาตพื้นที่เป้าหมาย) สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสงขลา รายงานผลการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2558 พบว่าจังหวัดสงขลามีพื้นที่เป้าหมายรวมประมาณ 15,752 ไร่เศษ ปัจจุบันได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์แล้วจำนวน 16 พื้นที่ ประกอบด้วยพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 12 พื้นที่ พื้นที่นิคมสร้างตนเอง 1 พื้นที่ พื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน 1 พื้นที่ และพื้นที่ป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี 2 พื้นที่ รวมเนื้อที่ที่ได้รับอนุญาตแล้วประมาณ 15,267 ไร่เศษ สำหรับพื้นที่ที่อยู่ระหว่างดำเนินการมีจำนวน 1 พื้นที่ คือ พื้นที่ป่าชายเลนชุมชนบ้านพะวง หมู่ที่ 2 ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา เนื้อที่ประมาณ 485 ไร่ ซึ่งจากมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ได้เห็นชอบให้ยกเลิกพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากมีการทับซ้อนกับพื้นที่ของ ส.ป.ก. โดยได้แจ้งเรื่องไปยัง คทช.ส่วนกลางเรียบร้อยแล้ว
ในด้านการจัดที่ดินหรือการจัดสรรผู้ได้รับสิทธิ์เข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่เป้าหมาย สำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา รายงานว่า เป้าหมายโครงการ คทช. ปี 2567 ซึ่งผ่านความเห็นชอบของ คทช. จังหวัดสงขลาแล้ว มีจำนวน 8 พื้นที่ ประกอบด้วยพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 7 พื้นที่ เนื้อที่ประมาณ 3,460 ไร่เศษ และพื้นที่สาธารณประโยชน์ 1 พื้นที่ เนื้อที่ประมาณ 126 ไร่เศษ ปัจจุบันได้ดำเนินการแจ้งต่อคณะอนุกรรมการจัดหาที่ดินเพื่อพิจารณา และอยู่ระหว่างติดตามผลการพิจารณาจากกรมป่าไม้
ขณะเดียวกัน ผลการดำเนินงานด้านการจัดที่ดินในปีงบประมาณ 2567–2568 สำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา ได้ดำเนินการจัดที่ดินทำกินให้กับประชาชนในพื้นที่อำเภอนาทวี สะเดา และรัตภูมิ รวมจำนวน 760 ราย 847 แปลง เนื้อที่ประมาณ 4,382 ไร่เศษ โดยได้จัดทำสมุดประจำตัวผู้ได้รับสิทธิ์แล้วบางส่วนในพื้นที่นิคมสร้างตนเองเทพา จำนวน 20 ราย 25 แปลง ส่วนที่เหลืออีก 740 ราย อยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำสมุดประจำตัว นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่เป้าหมายในปีงบประมาณ 2569 เพิ่มเติมอีก 4 พื้นที่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 เพื่อตรวจสอบรายชื่อและคุณสมบัติของเกษตรกรให้ถูกต้องตามระเบียบ
ที่ประชุมยังได้รับทราบแนวทางจากกรมธนารักษ์เกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดผ่านการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ราชพัสดุ โดยหากมีการผลิตกระแสไฟฟ้าเกินกว่าความต้องการใช้และประสงค์จะจำหน่าย จะต้องแจ้งให้กรมธนารักษ์และหน่วยงานต้นสังกัดทราบตามระเบียบ ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าในพื้นที่โครงการ คทช. ของจังหวัดสงขลา ยังไม่มีพื้นที่ราชพัสดุรวมอยู่ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวได้ถูกนำเสนอเพื่อเป็นแนวทางสำหรับการพิจารณาใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ประเภทอื่นของโครงการในอนาคต นอกจากนี้ได้รับทราบแนวทางการดำเนินโครงการปลูก บำรุง อนุรักษ์ และฟื้นฟูป่าไม้ในพื้นที่ คทช. เพื่อขอรับการแบ่งปันคาร์บอนเครดิตจากกรมป่าไม้ รวมถึงรับทราบมติการประชุมคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2568
สำหรับวาระเพื่อพิจารณามีจำนวน 1 เรื่อง ได้แก่ การขอถอนพื้นที่นิคมสร้างตนเองเทพา จังหวัดสงขลา ท้องที่หมู่ที่ 6 ตำบลท่าม่วง อำเภอเทพา เนื้อที่ 130-2-62 ไร่ ออกจากโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ซึ่งเดิมจัดสรรให้ผู้ยากไร้จำนวน 25 ครอบครัว ตั้งแต่ปี 2548 อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบล่าสุดพบว่ามีการซื้อขายสิทธิและเปลี่ยนมือผู้ถือครองที่ดินไปแล้วถึง 19 ราย ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อระเบียบของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ อีกทั้งยังพบปัญหาการค้างชำระค่าบำรุงนิคมสะสมเฉลี่ยรายละกว่า 60,000 บาท ส่งผลให้ยอดหนี้รวมเพิ่มสูงขึ้นและไม่สามารถดำเนินการตามนโยบาย คทช. ได้อย่างสมบูรณ์
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เสนอแนวทางแก้ไขโดยเตรียมให้ผู้ถือครองเดิมแจ้งยกเลิกการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ เพื่อเปิดทางให้มีการตรวจสอบสิทธิและทำสัญญาใหม่กับผู้ครอบครองปัจจุบันเป็นรายกรณี โดยเน้นย้ำว่าผู้ที่จะเข้าทำประโยชน์ต่อไปต้องรับผิดชอบภาระหนี้สินที่ค้างอยู่ หรือดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมการโอนสิทธิ์ตามระเบียบที่กำหนด เพื่อให้การใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาครัฐและประชาชนในพื้นที่ต่อไป
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา / ข่าว-ภาพ