“ภราดร” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำทีมติดตามสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ชูแผนเพิ่มประสิทธิภาพคลองระบายน้ำ พร้อมทบทวนมาตรการเยียวยาประชาชน

“ภราดร” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำทีมติดตามสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ชูแผนเพิ่มประสิทธิภาพคลองระบายน้ำ พร้อมทบทวนมาตรการเยียวยาประชาชน
     11 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 14.15 น. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ณ บริเวณประตูระบายน้ำคลองภูมินาถดำริ (ประตูระบายน้ำหน้าควน) โดยมี นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายเอกชัย แก้วรัตนะ นายอำเภอหาดใหญ่ นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ พร้อมด้วยผู้แทนกรมชลประทาน รวมถึงส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับและรายงานสถานการณ์
     นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้มาติดตามสถานการณ์และหาแนวทางแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยมีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ ภายหลังได้รับข้อเสนอและข้อร้องเรียนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดสงขลาทั้ง 9 เขต เนื่องจากในช่วงปลายปีที่ผ่านมา พื้นที่อำเภอหาดใหญ่ได้รับผลกระทบจากมหาอุทกภัยอย่างรุนแรง
     รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเสริมว่า รัฐบาลจึงเร่งหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยในปีนี้ แม้จะยอมรับว่าปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมามีมากเกินกว่าศักยภาพของลำน้ำที่จะรองรับได้ โดยแนวทางสำคัญคือการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ เช่น การขุดลอกคลองระบายน้ำสายหลักและสายสาขา อาทิ คลอง ร.1 คลองอู่ตะเภา รวมถึงคลอง ร.2 ร.3 และ ร.4 เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับน้ำ นอกจากนี้ยังมีแนวคิดในการขยายลำคลองให้กว้างขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ จากปัจจุบันคลอง ร.1 สามารถระบายน้ำได้ประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคลองอู่ตะเภาประมาณ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมแล้วประมาณ 1,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งอาจต้องมีการศึกษาหาแนวทางเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำให้สูงขึ้นถึงประมาณ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในระยะยาว
     ขณะเดียวกัน ยังต้องเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์วิกฤตหากเกิดอุทกภัยซ้ำ โดยนำบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2568 มาปรับใช้ ทั้งในด้านระบบพยากรณ์อากาศ ระบบเตือนภัย และแผนอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่งขณะนี้คณะทำงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะนักวิชาการ กำลังสรุปบทเรียนและจัดทำแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อประกาศให้ประชาชนรับทราบและเตรียมความพร้อมหากเกิดสถานการณ์อุทกภัยในอนาคต
     สำหรับมาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยนั้น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การช่วยเหลือแบ่งออกเป็นหลายส่วน โดยส่วนแรกคือเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้ดำเนินการจ่ายไปแล้วเกือบทั้งหมด คิดเป็นประมาณร้อยละ 99 ส่วนที่ยังคงค้างอยู่เป็นปัญหาเชิงเทคนิค เช่น ข้อมูลบัญชีหรือชื่อไม่ตรงกัน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งแก้ไข
     ส่วนการช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายนั้น ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดด้านระเบียบราชการ เนื่องจากกำหนดวงเงินชดเชยสูงสุดไม่เกิน 49,500 บาท แม้ความเสียหายจริงของบางครัวเรือนจะมีมูลค่าสูงกว่านั้นก็ตาม อีกทั้งยังพบกรณีที่ได้รับเงินช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงมีข้อเสนอให้ทบทวนหลักเกณฑ์การช่วยเหลือ โดยกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำที่เหมาะสม เพื่อให้การเยียวยามีความเป็นธรรมและสอดคล้องกับสภาพความเสียหาย ในส่วนความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยาซ่อมแซมบ้านเรือนในจังหวัดสงขลา พบว่าในหลายอำเภอสามารถดำเนินการไปได้ค่อนข้างมากแล้ว ขณะที่ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ยังมีครัวเรือนที่รอรับการเยียวยาอีกประมาณ 40,000 ครัวเรือน ซึ่งได้หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และมีเป้าหมายเร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้
      ทั้งนี้ สำหรับแผนการแก้ไขปัญหาอุทกภัยลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ซึ่งดำเนินการโดยกรมชลประทาน ได้กำหนดแผนงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ แผนระยะเร่งด่วน ปี 2569 ประกอบด้วยการขุดลอกคลองจำนวน 14 สาย การปรับปรุงซ่อมแซมอาคารชลประทาน 243 แห่ง การศึกษาแผนหลักเพื่อบรรเทาอุทกภัยและจัดหาแหล่งน้ำในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ การพัฒนาระบบพยากรณ์น้ำท่วมในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา จำนวน 12 สถานี รวมถึงการศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลอง ร.1–ร.6 และคลองผันน้ำสายใหม่ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่
     แผนระยะปานกลาง ปี 2570–2573 จะดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในคลองสายต่าง ๆ ได้แก่ คลอง ร.3–ร.6 จำนวน 4 สาย คลองน้ำน้อย–คลองกำนัน คลองหวะ ระยะที่ 2 ระบบระบายน้ำคลองท่าช้าง–ท่าเมรุ จำนวน 3 สาย และคลองอู่ตะเภา พร้อมทั้งศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา หรือโครงการคลองระบายน้ำสายใหม่
     ส่วน แผนระยะยาว ตั้งแต่ปี 2574 เป็นต้นไป มีแนวทางก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กและขนาดกลาง จำนวน 8 แห่ง อาทิ คลองแก้ว คลองหลำนุ้ย และคลองหวะตอนบน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บน้ำ รวมถึงการก่อสร้างคลองผันน้ำสายใหม่ที่มีอัตราการระบายน้ำ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากอำเภอคลองหอยโข่งไปยังอำเภอบางกล่ำ ระยะทางประมาณ 53 กิโลเมตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาอย่างยั่งยืน..//

 

 


ณิชารีย์ - ธีรภัทร์  / ข่าว-ภาพ
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา


image รูปภาพ
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar