คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษาฯ ลงพื้นที่ด่านศุลกากรสะเดา จ.สงขลา ศึกษาการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ ยกระดับการค้าชายแดนและนวัตกรรมไทย
วันที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น. คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร นำโดยนายประมวล สุธีจารุวัฒน กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ลงพื้นที่ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เพื่อศึกษาดูงานเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ การค้าชายแดน และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และส่งเสริมระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ โอกาสนี้ นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา มอบหมายให้นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยนายบัณฑูร อู่เจริญ นายด่านศุลกากรสะเดา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับ
นายประมวล สุธีจารุวัฒน กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะการจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับภารกิจของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้การลงทุนของภาครัฐไม่เพียงก่อให้เกิดการจัดหาเครื่องมือมาใช้งานเท่านั้น แต่ควรสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ ส่งเสริมให้ชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ผลิตโดยผู้ประกอบการไทย รวมถึงการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ
ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในแนวทางที่คณะอนุกรรมาธิการซึ่งศึกษาเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐให้ความสนใจ โดยเฉพาะการศึกษาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ซึ่งมีพื้นที่ลักษณะดังกล่าวอยู่เกือบ 10 แห่งทั่วประเทศ เนื่องจากตามหลักการแล้ว เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษมีศักยภาพในการต่อยอดด้านอุตสาหกรรม การพัฒนานิคมอุตสาหกรรม และการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัดและอุปสรรคที่ทำให้หลายพื้นที่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการไม่ได้มีเจตนาที่จะตรวจสอบเพื่อจับผิด แต่ต้องการศึกษาว่ามีจุดอ่อน ข้อบกพร่อง หรือประเด็นใดที่อาจยังไม่ได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการจัดทำข้อเสนอที่เหมาะสม และช่วยให้โครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตสามารถใช้ประโยชน์จากการลงทุนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงต่อยอดไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ
ด้านนายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า จังหวัดสงขลาให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอสะเดา ซึ่งมีทั้งโรงงานอุตสาหกรรมและกิจกรรมด้านการค้าการขนส่ง ทั้งนี้ จังหวัดมุ่งพัฒนาอย่างมีเสถียรภาพ เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความพอเพียง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน
สำหรับด่านศุลกากรสะเดา ถือเป็นด่านพรมแดนทางบกที่มีมูลค่าการนำเข้า-ส่งออกสูงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ และเป็นเส้นทางโลจิสติกส์สำคัญที่เชื่อมโยงการค้าระหว่างไทยกับมาเลเซีย โดยปัจจุบันการปฏิบัติงานใช้ระบบ National Single Window (NSW) เชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างหน่วยงานและผู้ประกอบการ รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลบางส่วนกับประเทศสมาชิกอาเซียนผ่านระบบ ASEAN Single Window (ASW) พร้อมบูรณาการการทำงานในรูปแบบ One Stop Service ด้วยระบบ Customs-Immigration-Quarantine หรือ CIQ ร่วมกับหน่วยงานศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่
ปีงบประมาณ 2569 ในช่วง 11 เดือน ด่านศุลกากรสะเดาจัดเก็บรายได้แล้ว 2,423 ล้านบาท จากเป้าหมาย 2,400 ล้านบาท พร้อมจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มประมาณ 5,700 ล้านบาท ภาษีสรรพสามิตประมาณ 1,100 ล้านบาท และภาษีมหาดไทยกว่า 100 ล้านบาท ขณะที่มีมูลค่าการนำเข้าประมาณ 250,000 ล้านบาท และส่งออกประมาณ 320,000 ล้านบาท ด้านการเดินทาง มีผู้เดินทางเข้า-ออกในช่วง 11 เดือนกว่า 5 ล้านคน รถยนต์ส่วนบุคคลกว่า 770,000 คัน และรถสินค้ากว่า 400,000 คัน สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากการผลิตในประเทศและสินค้าประเภทยาง
ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ใช้งบประมาณก่อสร้างประมาณ 1,500 ล้านบาท แล้วเสร็จเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 และเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ ประกอบด้วย Cargo Terminal มีช่องตรวจสินค้าขาเข้า-ขาออกด้านละ 8 ช่อง เครื่อง X-Ray แบบ Fast Scan 2 เครื่อง ตรวจรถได้ภายในประมาณ 10-20 วินาทีต่อคัน เครื่องชั่งน้ำหนัก 2 เครื่อง และพื้นที่รองรับรถบรรทุกไม่น้อยกว่า 300 คัน ส่วนอาคาร CIQ Passenger Terminal มีช่องตรวจผู้เดินทางขาเข้า-ขาออกด้านละ 11 ช่อง พร้อมเครื่อง X-Ray สัมภาระ 3 เครื่อง และ Body Scanner 1 เครื่อง
นอกจากนี้ ด่านศุลกากรสะเดายังเป็นด่านนำร่องระบบ Cross-Border Vehicle System : CBV ซึ่งช่วยให้ผู้เดินทางยื่นข้อมูลล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์และเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมศุลกากร เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาในการผ่านแดน พร้อมมีโครงการถนนเชื่อมโยงชุมชนด่านนอกกับด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทางและสนับสนุนการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย
จากนั้น คณะกรรมาธิการฯ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานของด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ ทั้งกระบวนการและขั้นตอนการปฏิบัติงานของด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ การใช้ระบบ National Single Window (NSW) ระบบศุลกากรดิจิทัลตลอดจนการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ระหว่างไทยและมาเลเซีย ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญด้านการค้าชายแดนของประเทศ
ภายหลังจากนั้น คณะกรรมาธิการฯ มีกำหนดเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ ด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ เพื่อเยี่ยมชมกระบวนการขนส่งสินค้าทางราง การตรวจปล่อยสินค้า และการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ระหว่างไทย-มาเลเซีย
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา // ข่าว-ภาพ