จังหวัดสงขลาผนึกกำลังภาครัฐ–เอกชน 3 สถาบัน เปิดเวทีเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย เน้นบริหารจัดการน้ำ–ยกระดับระบบแจ้งเตือน–สร้างความเข้มแข็งชุมชน

จังหวัดสงขลาผนึกกำลังภาครัฐ–เอกชน 3 สถาบัน เปิดเวทีเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย เน้นบริหารจัดการน้ำ–ยกระดับระบบแจ้งเตือน–สร้างความเข้มแข็งชุมชน
    วันนี้ (8 ตุลาคม 2569) เวลาประมาณ 13.40 น. ที่โรงแรมบุรีศรีภู อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา มอบหมายให้นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน จังหวัดสงขลา (กกร.) ครั้งที่ 3/2569 เพื่อเตรียมความพร้อมและวางแผนรับมือสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อเสนอแนะระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีนายโสภณ ทองไสย หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา นายทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา และคณะกรรมการ กกร. เข้าร่วม
    นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า จังหวัดให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ก่อนเกิดภัย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้มอบหมายให้จัดตั้งคณะทำงานบริหารจัดการน้ำ เพื่อบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะข้อมูลพยากรณ์อากาศและสถานการณ์น้ำ ซึ่งปัจจุบันมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเพิ่มความถี่ในการประชุม เพื่อให้สามารถประเมินแนวโน้มและเตรียมมาตรการได้ทันต่อสถานการณ์
    สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ จังหวัดได้ประสานกรมชลประทานและกรมเจ้าท่าในการดำเนินโครงการสำคัญ ทั้งการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ การขุดลอกคลองและร่องน้ำ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำบริเวณปลายน้ำและพื้นที่ทะเลสาบสงขลา โดยเฉพาะบริเวณปากคลองอู่ตะเภาและจุดเชื่อมต่อสู่ทะเลสาบ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการระบายน้ำออกจากพื้นที่หาดใหญ่ ทั้งนี้ การบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางถือเป็นหัวใจสำคัญ หากสามารถเร่งระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดความจำเป็นในการเข้าสู่กระบวนการแจ้งเตือนภัยและอพยพประชาชนในภายหลัง
    ด้านนายโสภณ ทองไสย หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา รายงานภาพรวมแผนการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย ปี 2569 ว่า ปริมาณฝนสะสมของจังหวัดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 700 มิลลิเมตร ขณะที่ค่าเฉลี่ย 30 ปีอยู่ที่ประมาณ 2,200 มิลลิเมตรต่อปี จึงยังต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักในช่วงที่เหลือของปี โดยเฉพาะสถานการณ์ฝนที่อาจตกหนักในระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งอาจทำให้ปริมาณน้ำเกินศักยภาพของระบบระบายน้ำได้
    สำหรับอ่างเก็บน้ำหลัก 3 แห่งของจังหวัด ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองสะเดา คลองหลา และคลองจำไหร ปัจจุบันมีการพร่องน้ำเพื่อเตรียมพื้นที่รองรับน้ำฝน โดยมีปริมาณน้ำเฉลี่ยประมาณร้อยละ 30 ของความจุ ขณะที่ระดับน้ำในคลองสายหลักยังต่ำกว่าตลิ่งในระดับที่สามารถรองรับน้ำได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญของจังหวัดสงขลายังคงเป็นปริมาณน้ำฝนและน้ำหลากจากพื้นที่ต้นน้ำ
    จากบทเรียนอุทกภัยครั้งที่ผ่านมา พบว่า นอกจากปริมาณฝนที่สูงกว่าศักยภาพการระบายน้ำแล้ว ยังมีปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การไหลของน้ำจากหลายลุ่มน้ำ และการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งส่งผลต่อพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่ซึ่งมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ขณะเดียวกันยังพบพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซากทั่วจังหวัดรวม 110 จุด ซึ่งได้แจ้งให้อำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเร่งดำเนินการแก้ไขและเตรียมมาตรการรองรับ
     จังหวัดยังได้เตรียมเครื่องสูบน้ำตามแผนรวม 236 เครื่อง ติดตั้งแล้ว 152 จุดทั่วจังหวัด โดยไม่รวมเครื่องสูบน้ำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมจัดเตรียมศูนย์พักพิงจำนวน 197 แห่ง สามารถรองรับประชาชนได้ประมาณ 86,000 คน รวมทั้งมีการฝึกซ้อมระบบบัญชาการเหตุการณ์และการบริหารจัดการสถานการณ์ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเป็นระบบ
    ในส่วนของการรับมือเมื่อเกิดสถานการณ์ จังหวัดได้วางระบบแบ่งพื้นที่รับผิดชอบในพื้นที่หาดใหญ่และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยรอบออกเป็น 4 เขต เพื่อให้รองผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยทหาร และหน่วยงานพลเรือนร่วมกันกำกับดูแลและระดมทรัพยากรได้อย่างรวดเร็ว ครอบคลุมภารกิจสำคัญ ทั้งการสูบน้ำ การจราจรและการเคลื่อนย้ายประชาชน การสื่อสาร โครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์พักพิง การแพทย์ โรงพยาบาลสนาม การจัดเตรียมอาหารและสิ่งของจำเป็น ตลอดจนการประชาสัมพันธ์และรับเรื่องร้องทุกข์ของประชาชน ขณะเดียวกัน จังหวัดให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยจัดทำแผนชุมชนและเตรียมซ้อมแผนอพยพร่วมกับชุมชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ประชาชนทราบแนวทางปฏิบัติ จุดสังเกตระดับน้ำ เส้นทางอพยพ และการดูแลกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการสร้างเครือข่าย “บ้านพี่เลี้ยง” เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษในชุมชน
    ประเด็นสำคัญที่ภาคเอกชนเสนอในที่ประชุม อาทิ การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยให้สามารถแจ้งเตือนล่วงหน้า โดยต้องการข้อมูลที่ประชาชนสามารถนำไปใช้ตัดสินใจได้จริง เช่น ปริมาณฝนที่คาดว่าจะตกในช่วง 3–7 วันข้างหน้า ความเสี่ยงที่ปริมาณน้ำจะเกินศักยภาพการระบาย และพื้นที่หรือชุมชนที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบ เพื่อให้ประชาชนมีเวลาขนย้ายยานพาหนะและทรัพย์สิน รวมถึงเตรียมการอพยพผู้ป่วยและกลุ่มเปราะบางได้อย่างทันท่วงที
     ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นความจำเป็นในการบูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อพัฒนาระบบแจ้งเตือนให้มีความแม่นยำและเจาะจงในระดับพื้นที่มากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมโยงข้อมูลสภาพอากาศ ปริมาณน้ำ และจุดเสี่ยง เพื่อให้สามารถประเมินได้ว่าพื้นที่ใดจะได้รับผลกระทบและเมื่อใด
    ด้าน รศ.ดร.ธนิต เฉลิมยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและการเงิน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวถึงการพัฒนา “Hatyai Model Plus” ซึ่งดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญจากบทเรียนอุทกภัยที่ผ่านมา 4 ด้าน ได้แก่ ระบบเตือนภัยน้ำท่วมล่วงหน้าแบบ Real-time ระบบบริหารจัดการข้อมูลสำหรับศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ การเสริมสร้างศักยภาพชุมชน และระบบ Smart Shelter
    สำหรับระบบเตือนภัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์อยู่ระหว่างพัฒนาแบบจำลองพยากรณ์ฝนและระบบ Nowcast เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความใกล้เคียงกับเวลาจริง รวมถึงพัฒนาแบบจำลองน้ำท่วมทั้งในรูปแบบ Hydrodynamic และการใช้ AI เพื่อประเมินแนวโน้มการเกิดน้ำท่วม โดยคาดว่าจะพัฒนาต่อยอดได้อย่างเป็นรูปธรรมในระยะต่อไป
    ส่วนระบบ “หาดใหญ่รอด” (Hatyai ROD (Hatyai Real-time On-demand Data)) มุ่งสร้างฐานข้อมูลกลางสำหรับศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ เชื่อมโยงข้อมูลการขอรับความช่วยเหลือ ทรัพยากร กลุ่มเปราะบาง ศูนย์พักพิง และการปฏิบัติงานของหน่วยต่าง ๆ ให้อยู่บนฐานข้อมูลเดียวกัน เพื่อให้สามารถติดตามสถานะการช่วยเหลือและบริหารทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการเตรียมบุคลากรและอาสาสมัครกว่า 100 คนสำหรับสนับสนุนการทำงานของระบบ
    ขณะเดียวกัน การเสริมสร้างศักยภาพชุมชนได้ดำเนินการครอบคลุมชุมชนในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมจัดทำแผนรับมือภัยในระดับชุมชน ตั้งแต่การรับข้อมูลแจ้งเตือน การเตรียมสิ่งของจำเป็น การกำหนดเส้นทางอพยพ การดูแลกลุ่มเปราะบาง และการจัดทำระบบบ้านพี่เลี้ยง รวมถึงมีการนำเทคโนโลยี เช่น กล้อง CCTV มาใช้ติดตามระดับน้ำในจุดเสี่ยง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและประเมินสถานการณ์ได้ด้วยตนเอง
    สำหรับ Smart Shelter มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้พัฒนาระบบบริหารจัดการศูนย์พักพิง ตั้งแต่การลงทะเบียนผู้พักพิง การติดตามการเข้า–ออก การบริหารจัดการอาหารและสิ่งของบริจาค การดูแลด้านสุขอนามัยและความปลอดภัย ตลอดจนการจัดทำแนวทางและ Checklist สำหรับการบริหารศูนย์พักพิง เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับศูนย์พักพิงอื่นได้เกี่ยวข้อง


 


สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา // ข่าว-ภาพ


image รูปภาพ
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar