จังหวัดสงขลาประชุมคณะทำงานวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์น้ำ เตือนเฝ้าระวังฝนตกหนักถึงหนักมาก 7-9 พฤศจิกายนนี้ ด้านโครงการชลประทานสงขลาเผยภาพรวมปริมาณน้ำยังปกติ ขอประชาชนติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด
วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออกสงขลา อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา มอบหมายให้ นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานการประชุมคณะทำงานวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์น้ำ และการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนภัยจากอุทกภัย วาตภัย และดินถล่มจังหวัดสงขลา ประจำปี 2569 โดยมีผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา ผู้แทนนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและการเงิน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
โดยศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก รายงานปริมาณฝนสะสมตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 โดยสถานีสามารถได้ 975.6 มิลลิเมตร คิดเป็นร้อยละ 43 ของค่าเฉลี่ย สถานีคอหงส์ 1,263.3 มิลลิเมตร คิดเป็นร้อยละ 58 สถานีท่าอากาศยานหาดใหญ่ 1,274.8 มิลลิเมตร คิดเป็นร้อยละ 72 และอำเภอสะเดา 847.2 มิลลิเมตร คิดเป็นร้อยละ 59
สำหรับการคาดการณ์สภาพอากาศในช่วง 7 วันข้างหน้า ระหว่างวันที่ 3–9 พฤศจิกายน 2569 คาดว่าลมฝ่ายตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงเหนือจะพัดปกคลุมภาคใต้ตอนล่าง ส่งผลให้ช่วงวันที่ 3–6 พฤศจิกายน ยังคงมีฝนตกเป็นระยะและมีฝนตกหนักบางช่วง ส่วนช่วงวันที่ 7–9 พฤศจิกายน ปริมาณฝนจะเพิ่มขึ้น โดยมีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่ โดยเฉพาะวันที่ 8–9 พฤศจิกายน ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำรอการระบายในพื้นที่เสี่ยง จึงขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังและติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด ส่วนสภาพคลื่นลมในอ่าวไทย ช่วงวันที่ 3–6 พฤศจิกายน คลื่นสูงประมาณ 1 เมตร และช่วงวันที่ 7–9 พฤศจิกายน คลื่นจะมีกำลังแรงขึ้น สูงประมาณ 1–2 เมตร ขณะที่บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นอาจสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือและผู้ประกอบการทางทะเลเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ
ที่ประชุมยังมีข้อเสนอแนะให้ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออกเพิ่มเติมข้อมูลพยากรณ์อากาศระยะสั้น (Nowcast) ในระดับพื้นที่ เพื่อให้หน่วยงานสามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนรับมือได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะการเปรียบเทียบช่วงเวลาการแจ้งเตือนภัยในอดีตกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อประเมินความรุนแรงและเตรียมความพร้อมรับมือภัยธรรมชาติได้อย่างเหมาะสม
ด้านสำนักงานโครงการชลประทานสงขลา รายงานสถานการณ์น้ำว่า ปริมาณฝนสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึงปัจจุบัน วัดได้ 1,017.2 มิลลิเมตร ต่ำกว่าค่าปกติที่ 1,268 มิลลิเมตร อยู่ 251 มิลลิเมตร ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดกลางทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำสะเดา อ่างเก็บน้ำคลองหลา และอ่างเก็บน้ำคลองจำไหร มีความจุรวม 84.16 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีปริมาณน้ำเก็บกัก 33.28 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 39.54 ยังสามารถรองรับน้ำได้อีก 50.88 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา จากสถานีตรวจวัดและเฝ้าระวังระดับน้ำ พบว่าระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งทุกจุด ตั้งแต่ 1.89–6.65 เมตร ภาพรวมสถานการณ์น้ำยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ
ด้านการประชาสัมพันธ์ โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา ได้สื่อสารข้อมูลสถานการณ์และข่าวสารที่ถูกต้องให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง พร้อมเฝ้าระวังและชี้แจงข่าวปลอมที่อาจสร้างความตื่นตระหนก โดยขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารและประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานภาครัฐเป็นหลัก
ขณะที่ศูนย์วิจัยภัยพิบัติทางธรรมชาติภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รายงานความก้าวหน้าโครงการพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำท่วมล่วงหน้าแบบเรียลไทม์ โดยบูรณาการแบบจำลองคาดการณ์ปริมาณฝนเชิงพื้นที่ แบบจำลองอุทกวิทยา และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา โดยโครงการที่ดำเนินการทั้ง 4 โครงการมีความพร้อมในการนำไปใช้งาน
นอกจากนี้ ประธานมูลนิธิชุมชนสงขลาได้รายงานความคืบหน้าการพัฒนาระบบเตือนภัยระดับชุมชน ภายใต้แนวคิดหาดใหญ่โมเดลพลัส โดยดำเนินการจัดทำแผนชุมชนครอบคลุม 103 ชุมชนในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ พร้อมแจกจ่ายสื่อประชาสัมพันธ์และข้อมูลเตือนภัยให้ประชาชนกว่า 30,000 ครัวเรือน ใน 4 ท้องถิ่น และจัดตั้งกลุ่ม OpenChat ซึ่งมีสมาชิกกว่า 1,000 คน เพื่อเป็นเครือข่ายสื่อสารและตรวจสอบข้อมูลสถานการณ์จากพื้นที่แบบเรียลไทม์ ทั้งนี้ ยังมีแผนติดตั้งกล้อง CCTV เพิ่มเติมในจุดแรกที่น้ำเอ่อล้นเข้าสู่ชุมชน เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์ได้อย่างใกล้ชิด พร้อมเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยประสานการไฟฟ้าเพื่ออำนวยความสะดวกด้านระบบไฟฟ้า รองรับการติดตั้งอุปกรณ์ให้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว รวมถึงขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประชาสัมพันธ์ให้แกนนำชุมชนเข้าร่วมเครือข่าย และขยายกระบวนการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นฐาน (CBDRM) ไปยังพื้นที่รอบนอกลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาเพิ่มเติม เพื่อสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังภัยที่เข้มแข็งและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบข้อสั่งการของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี จากการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติในพื้นที่ภาคใต้ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ณ ห้องประชุมสภาเทศบาลนครหาดใหญ่ จำนวน 7 ประเด็น ได้แก่ 1. ติดตาม เฝ้าระวัง และประเมินสถานการณ์ 2. ตรวจสอบและปรับปรุงระบบระบายน้ำ 3. เตรียมความพร้อมกำลังพลและเครื่องจักรกล 4. เตรียมความพร้อมศูนย์พักพิง 5. กำกับ ติดตาม และรายงานผล 6. ประชาสัมพันธ์ช่องทางแจ้งเหตุฉุกเฉิน และ 7. จัดตั้งศูนย์เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ เพื่อให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยอย่างเป็นระบบ
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา // ข่าว-ภาพ