รมว.กลาโหม ลงพื้นที่สงขลา รับฟังผลการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนระดับอำเภอ 14 อำเภอนำร่อง ชู “อำเภอ” กลไกบูรณาการทุกภาคส่วน ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
วันนี้ (24 กันยายน 2569) เวลา 10.00 น. ณ โรงแรม ลากูน่า แกรนด์ โฮเทล แอนด์ สปา จังหวัดสงขลา พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อ รับฟังผลการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนการปฏิบัติระดับอำเภอ (14 อำเภอนำร่อง) ในโอกาสนี้ นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา มอบหมายให้ พันเอกธีรพันธ์ แพเรือง หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสงขลา ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมด้วยหน่วยงานด้านความมั่นคง ทหาร ตำรวจอำเภอ ฝ่ายปกครอง การต่างประเทศ ตลอดจนหน่วยงานในพื้นที่กว่า 320 คน เข้าร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนการทำงานร่วมกันตั้งแต่ระดับนโยบายถึงระดับพื้นที่ ประกอบด้วยผู้แทนจาก สำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ สมช. ศอ.บต. และ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการการดำเนินงาน ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ และผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อจัดทำแผนที่สามารถนำไปใช้แก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการของประชาชนในแต่ละอำเภอได้จริง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้กล่าวขอบคุณทั้งสามหน่วยงาน รวมถึงคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนฯ และทุกฝ่ายที่ร่วมกันวางรากฐานการทำงานครั้งนี้
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการดำเนินงานของ คณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนฯ ซึ่ง พลเอก ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร ได้ชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรถึงแนวทางการจัดระบบการทำงานให้เกิดการบูรณาการในระดับอำเภอ เพื่อลดข้อจำกัดจากการทำงานที่แยกส่วนตามสายงานและสายการบังคับบัญชา และทำให้ปัญหาของประชาชนได้รับการตอบสนองจากกลไกในพื้นที่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง โดยได้จัดตั้งคณะกรรมการพิเศษของรัฐบาลขึ้นมา โดยมี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีฯ เป็นประธานฯ ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาจะต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การกำหนดแผนงานและนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจน
สำหรับการสัมมนาเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ เป็นการจัดทำแผนการปฏิบัติระดับอำเภอ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบมีแนวทางที่ชัดเจน ครอบคลุม 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การปรับปรุงสภาพแวดล้อมและการช่วยเหลือประชาชน การพิทักษ์ประชาชนและทรัพยากร และการบังคับใช้กฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบ ซึ่งจะนำไปสู่การขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”
จังหวัดชายแดนภาคใต้ (รวมพื้นที่ความมั่นคงพิเศษใน 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา) มี 37 อำเภอ โดยได้คัดเลือก 14 อำเภอที่มีพื้นที่ติดชายแดนไทย–มาเลเซียเป็นอำเภอนำร่อง เพื่อทดสอบแนวทางการดำเนินงาน โดยมุ่งเน้น 4 เรื่องหลัก ได้แก่ ความมั่นคง การพัฒนาพื้นที่ การศึกษา และการพิทักษ์หรือการบังคับใช้กฎหมายและการอำนวยความยุติธรรม ทั้งนี้ ทุกภาคส่วนตั้งแต่ส่วนกลาง จังหวัด และอำเภอ จะต้องมีความเข้าใจและดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน
ทั้งนี้ อำเภอจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงาน เนื่องจากนายอำเภอเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด โดยมีตำรวจและทหารเป็นทีมงานและที่ปรึกษาด้านความมั่นคง ขณะเดียวกัน นายอำเภอยังมีบทบาทในคณะกรรมการการศึกษาอำเภอ โดยรัฐบาลมอบอำนาจให้นายอำเภอสามารถบริหารจัดการงานในพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ ภายใต้สายการบังคับบัญชาของผู้ว่าราชการจังหวัดเช่นเดิม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะมีกรอบการดำเนินงานร่วมกัน แต่ละพื้นที่มีปัจจัยและปัญหาที่แตกต่างกัน จึงสามารถกำหนดวิธีการแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ได้ โดยแนวทางที่แต่ละอำเภอนำเสนอในครั้งนี้จะเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และสามารถนำแนวทางที่ประสบผลสำเร็จไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นได้ ส่วนการปรับลดกำลังพลนั้น จะพิจารณาจากความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นสำคัญ หากประชาชนยังไม่มีความปลอดภัย การปรับลดกำลังพลจะเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาภายหลัง โดยภารกิจด้านความมั่นคงและการพัฒนาการศึกษาจะต้องดำเนินการควบคู่กัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสามารถเดินทางเข้ามาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างปลอดภัย
สำหรับการเตรียมความพร้อมของพื้นที่ควบคู่กับการพูดคุยเพื่อสันติสุขนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ทั้งสองส่วนสามารถดำเนินการควบคู่กันได้ โดยย้ำว่า 14 อำเภอนำร่องไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะพัฒนาเฉพาะพื้นที่ดังกล่าว แต่ยังคงดำเนินการในทั้ง 37 อำเภอ เพียงแต่เลือก 14 อำเภอที่ติดชายแดนไทย–มาเลเซียเป็นพื้นที่นำร่อง เพื่อทดสอบและพัฒนาแนวทางรูปแบบใหม่ในการแก้ไขปัญหาที่ดำเนินมายาวนานกว่า 20 ปี
ส่วนแนวคิดการก่อสร้างรั้วชายแดน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า รัฐบาลดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว โดยที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณกลางเพื่อสนับสนุนกองทัพภาคที่ 4 ในการดำเนินการก่อสร้างตามความจำเป็นของพื้นที่ และหากเป็นความต้องการที่มีความจำเป็น รัฐบาลพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา//ภาพ-ข่าว